วันจันทร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2557

โอะตะกุหรือโอตาคุ

    

    โอะตะกุ (ญี่ปุ่น: おたく otaku ?) เป็นคำภาษาญี่ปุ่น เป็นคำเรียกบุคคลอีกประเภท (โดยมากจะหมายความถึงชายหนุ่มเป็นหลัก) ที่มีความสนใจในสิ่งที่ตนชอบ (มักหมายความถึงอะนิเมะ, มังงะ หรือเกม) อย่างเกินปกติ และมีความสามารถในการเข้าสังคมไม่สูง เดิมทีนั้น โอะตะกุ มีความหมายว่า "บ้านของคุณ" ต่อมาก็ถูกนำมาเรียกใช้กับแฟนคลับอะนิเมะ มังงะ
ที่มา http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B8%95%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B8

คอสเพลย์

     

    คอสเพลย์ (ญี่ปุ่น: コスプレ kosupure โคะซุปุเระ ? ; อังกฤษ: cosplay) โดยทั่วไปหมายถึงการแต่งกายเลียนแบบตัวละครจากในเกมหรือการ์ตูน โดยอาจมีการแสดงท่าทางหรือบุคลิกตามตัวละครนั้น ๆ ด้วย เดิมทีการแต่งกายในลักษณะนี้ยังไม่มีคำระบุเรียกอย่างชัดเจน คำว่าคอสเพลย์นี้ถูกใช้เป็นครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่น เพื่อใช้การเขียนคอลัมน์ในนิตยสาร My Anime เมื่อปี พ.ศ. 2525 โดยโนบุยุกิ ทากาฮาชิ ซึ่งมาจากการนำคำ 2 คำมาผสมกัน คือคำว่า Costume และ Play
        ปัจจุบันนิยามของคอสเพลย์ในปัจจุบันไม่ได้มีเพียงการแต่งกายเลียนแบบตัวละครการ์ตูนญี่ปุ่นเท่า นั้น แต่กินความหมายรวมไปถึงตัวละครในการ์ตูน เกม และภาพยนตร์ ทั้งของญี่ปุ่นและของประเทศอื่น ๆ ด้วย และยังรวมไปถึงการแต่งกายเลียนแบบการแต่งกายของวงดนตรี J-Rock และ J-Pop ที่มีรูปแบบแตกต่างจากการแต่งกายแบบปกติอย่างชัดเจน ซึ่งอาจจะมีการรวมกลุ่มกันเพื่อร้องเพลงหรือการเต้น Cover ตามศิลปินที่ชื่นชอบนั้นอีกด้วย และการแต่งกายแบบย้อนยุค อย่างเช่นสมัย Gothic เป็นต้น
ที่มา http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B9%8C

หนังสือการ์ตูน

   
    หนังสือการ์ตูน เป็นหนังสือที่ตีพิมพ์ภาพและคำพูดประกอบ บอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ตามเนื้อเรื่องที่เขียนขึ้น มีทั้งที่อ้างอิงจากความจริง และเกิดจากความคิดของนักวาดการ์ตูน หรือนักแต่งการ์ตูน เป็นผู้วางเอาไว้ สำหรับการ์ตูนญี่ปุ่นอาจเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า มังงะ
    โดยส่วนใหญ่ หนังสือการ์ตูน จะเป็นการรวมเล่มของการ์ตูนที่ตีพิมพ์ในหนังสือการ์ตูนรายสัปดาห์ เช่น บูม, ซีคิดส์, KC Weekly เป็นต้น
ยังมีการ์ตูนที่แต่งเป็นพิเศษ หรือล้อเลียนการ์ตูนที่เขียนขึ้นแล้ว เพื่อความบันเทิงส่วนตัว หรือแต่งเพื่อกลุ่มคนที่ชอบในรูปแบบเดียวกัน เรียกว่า โดจิน หรือโดจินชิ
   

ภาพวาดที่ปรากฏในหนังสือการ์ตูน

1. ภาพเหมือนจริง      คือถ่ายทอดลักษณะทางกายภาพออกมาสมส่วน เหมือนหรือคล้ายใกล้เคียงของจริงมาก มีต้นแบบจากสิ่งที่มีอยู่จริง โครงสร้างลักษณะสถาปัตยกรรมที่มีอยู่ในการ์ตูนแบบนี้ดูสมส่วนเป็นไปได้ สามารถก่อสร้างขึ้นได้จริง ดังนั้นลักษณะการ์ตูนประเภทนี้จึงดูน่าเชื่อถือ

2. ภาพเกินจริง
คือเป็นภาพที่ออกเกินเลยของจริง ไม่สมส่วน มีความสามารถเกินจริง เช่น บินได้ ล้มต้นไม้ใหญ่ด้วยมือเปล่า อวัยวะบางส่วนใหญ่หรือเล็กเกินจริง มีอวัยวะบางอย่างน้อยหรือมากเกินจริง เช่น มีนิ้วมือ 8นิ้ว มีตา 3ตา เป็นต้น
3. ลักษณะเฉพาะ
ไม่เหมือนจริง คือเป็นลักษณะภาพวาดตามจินตนาการของผู้แต่ง หรือนักเขียนไปเลย โดยลักษณะภาพมีเอกลักษณ์เฉพาะนักเขียนแต่ล่ะท่าน ที่นิยมคือ มีลักษณะหัวใหญ่ ตัวผอม ตาโต ดูน่ารัก แสดงอารมณ์ชัดเจน

การสร้างเรื่องราว

  1. เรื่องราวเหตุการณ์ที่มีในชีวิตประจำวัน
  2. เรื่องราวสมมุติ สร้างขึ้น เหนือจริง

การสร้างแนวเรื่องของการ์ตูน

  1. สร้างหรือแต่งขึ้นตามจินตนาการ
  2. สร้างจากเรื่องจริง แต่อาจมีการเสริมเติมแต่งเพิ่มเพื่อความสนุก แต่งจะยึดถือเค้าโครงเรื่องจริงเป็นหลัก
  3. นำเรื่องอื่นดัดแปลงแก้ไขมา อย่างเช่น ตำนานไซอิ๋ว ก็มีการนำมาดัดแปลงแก้ไขแต่งเติมเสริมต่อเป็นเรื่องต่างๆ ออกมามากมาย 

    แนวเรื่องและเนื้อหาของการ์ตูน

    1. ตลกเฮฮาเน้นความสนุกสนาน อาจจะโดยทั้งเรื่อง หรือแทรกมาในบางช่วงตามเทคนิคของนักเขียน เป็นลักษณะทั่วไปของการ์ตูนส่วนใหญ่ เพื่อหวังนำเสนอกลุ่มนักอ่านส่วนใหญ่ที่เป็นเยาวชน
    2. จริงจังซีเรียส มักเป็นการ์ตูนประเภทกึ่งวิชาการ เนื้อหาจริงจัง เพื่อให้ดูน่าเชื่อถือ
    3. การ์ตูนวิชาการ มักจะเป็นเรื่องสั้นๆ สร้างเพื่อแนะนำบุคคล อุปกรณ์ องค์กร สถานที่ต่างๆ
    4. ลามก หยาบโลน เนื้อหารุนแรง ส่อเสียดสังคม หนังสือการ์ตูนไม่ดีประเภทนี้มักปะปนมาแอบแฝงกับหนังสืออื่นๆ ผู้ปกครองควรพิจารณาและให้ความรู้ คำแนะนำแก่เยาวชน

การนำเสนอ

  1. หน้าเดียวจบ การเขียนแบบนี้ นักเขียนการ์ตูนของไทยนิยมใช้ เป็นภาพ3ช่องจบ
  2. เป็นเรื่องสั้น ตอนเดียวจบ
  3. เป็นเรื่องสั้น เล่มเดียวจบ
  4. เป็นเรื่องยาว หลายตอน หลายเล่มจบ

ผู้แต่งและผู้เขียน

  1. ผู้แต่งและผู้เขียนเป็นบุคคลเดียวกัน
  2. ผู้แต่งเป็นคนล่ะบุคคลกับผู้เขียน                                                                   
   ที่มา http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%95%E0%B8%B9%E0%B8%99                                              

แอนิเมชัน

   แอนิเมชัน (อังกฤษ: animation) หมายถึง การสร้างภาพเคลื่อนไหวโดยการฉายภาพนิ่งหลายๆ ภาพต่อเนื่องกันด้วยความเร็วสูง
    การใช้คอมพิวเตอร์กราฟิกส์ในการคำนวณสร้างภาพจะเรียกการสร้างภาพเคลื่อนไหวด้วยคอมพิวเตอร์หรือ คอมพิวเตอร์แอนิเมชัน หากใช้เทคนิคการถ่ายภาพหรือวาดรูป หรือ หรือรูปถ่ายแต่ละขณะของหุ่นจำลองที่ค่อย ๆ ขยับ จะเรียกว่า ภาพเคลื่อนไหวแบบการเคลื่อนที่หยุด หรือ สตอปโมชัน (stop motion) โดยหลักการแล้ว ไม่ว่าจะสร้างภาพ หรือเฟรมด้วยวิธีใดก็ตาม เมื่อนำภาพดังกล่าวมาฉายต่อกันด้วยความเร็ว ตั้งแต่ 16 เฟรมต่อวินาทีขึ้นไป เราจะเห็นเหมือนว่า ภาพดังกล่าวเคลื่อนไหวได้ต่อเนื่องกัน ทั้งนี้เนื่องจากการเห็นภาพติดตา
   ในทางคอมพิวเตอร์ การจัดเก็บภาพแบบแอนิเมชันที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในอินเทอร์เน็ต มีหลายรูปแบบไฟล์เช่น GIF APNG MNG SVG แฟลช และไฟล์สำหรับเก็บวีดิทัศน์ประเภทอื่นๆ

ตัวอย่างแอนิเมชัน

 เมื่อนำมาฉายต่อเนื่องกันจะเห็นเป็นภาพเคลื่อนไหว

ตัวอย่างแอนิเมชันนี้ เคลื่อนด้วยความเร็ว 10 เฟรมต่อวินาที
ไฟล์:Minecraft.png
แอนิเมชันนี้ เคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 2 เฟรมต่อวินาที

      Đ== อุปกรณ์ของเหล่าแอะนิเมเตอร์ == อุปกรณ์ในการนำมาสร้างแอนิเมชั่นนั้นถ้าไม่นับคอมพิวเตอร์ ก็จัดว่าค่อนข้างมีราคาสูงและหายากเลยทีเดียว ซึ่งแตกต่างกับความสามารถซึ่งนับว่าจำเป็นสำหรับการทำงานเป็นอย่างมาก ถึงแม้ในปัจจุบันจะมี Teblet ที่นักแอะนิเมเตอร์ในไทยทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดี แต่สำหรับต้นฉบับ หรือในต่างประเทศไม่ว่าจะเป็น อเมริกา ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส เยอรมัน นักอะนิเมเตอร์เหล่านั้นยังคงพูดกันว่า อุปกรณ์หลักๆในการทำงานก็ยังคงเป็นกระดาษ ดินสอ และ โต๊ะไฟ เพียงแต่มี Teblet หรือ เมาส์ปากกาเป็นอุปกรณ์ที่เพิ่มเข้ามาช่วยในการทำงานขั้นตอนสุดท้ายก่อนการ ตัดต่อได้เร็วขึ้น
     

ประวัติความเป็นมาของแอนิเมชั่น

   
แอนิเมชั่นนั้นมีต้นกำเนิดมานานแล้ว จะหลักฐานทางประวัติศาสตร์ได้มีการค้นพบภาพเขียนบนผนังถ้ำเป็นรูปสัตว์ชนิด หนึ่ง ซึ่งในภาพวาดมีการวาดการเคลื่อนไหวของขาทั้งสี่ข้าง ในยุคต่อมา 1600 ปีก่อนคริสต์ศักราช ในช่วงยุคของฟาโรห์รามาเศสที่สองได้มีการก่อสร้างวิหารเพื่อบูชาเทพีไอซิ สโดยมีการวาดรูปการเคลื่อนไหวของเทพีไอซิสต่อเนื่องกันถึง 110 รูป จนกระทั่งถึงยุคกรีกโรมัน เมื่อดูจากภาพที่ปรากฏบนคนโทแล้ว จะเห็นว่าเป็นภาพต่อเนื่องของการวิ่ง

ที่มา http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%99

การ์ตูน

     


     การ์ตูน (อังกฤษ: cartoon) คือทัศนศิลป์สองมิติรูปแบบหนึ่ง ซึ่งความหมายที่เฉพาะเจาะจงแปรเปลี่ยนไปตามเวลา ความหมายในสมัยใหม่โดยทั่วไปหมายถึง การวาดเส้นหรือจิตรกรรมแบบกึ่งสัจนิยมหรืออสัจนิยม (กึ่งเหมือนจริงหรือไม่เหมือนจริง) เพื่อการเสียดสี การล้อเลียน ความขบขัน หรือการแสดงออกซึ่งกระบวนแบบเชิงศิลปะ ศิลปินผู้วาดการ์ตูนเรียกว่านักเขียนการ์ตูน (cartoonist)

   ในยุคอดีต การ์ตูนหมายถึงภาพร่างหรือภาพวาดที่ใช้การเรียนการศึกษาแทนการใช้ภาพจริง ในปัจจุบันการ์ตูนมักจะหมายถึงแอนิเมชัน ซึ่งเป็นเทคนิคในการสร้างการ์ตูนในยุคปัจจุบัน ที่มีการฉายทางโทรทัศน์ หรือภาพยนตร์ ในความหมายอื่น การ์ตูนใช้แทนรายการสำหรับเด็กที่มีการใช้สัตว์หรือสิ่งมีชีวิตอย่างอื่นเคลื่อนไหวในลักษณะเหมือนมนุษย์

   การ์ตูนปัจจุบันจะพบได้จากหนังสือ, หนังสือพิมพ์ (ซึ่งมักเป็นเรื่องเกี่ยวกับข่าว การเมือง บันเทิง), โปสเตอร์, ภาพยนตร์ เป็นต้น
   นายแพทย์ ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ เคยกล่าวถึงการ์ตูนว่า "หน้าที่หนึ่งของการ์ตูน คือกระตุกความคิดของเยาวชน ไม่ต้องสอน"

ที่มา  http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%95%E0%B8%B9%E0%B8%99